gototopgototop

อุปกรณ์ดับเพลิง

เลือกถังดับเพลิงให้ตรงกับประเภทของไฟ

PDFพิมพ์อีเมล

เลือกถังดับเพลิงให้ตรงกับประเภทของไฟ

จากถังดับเพลิงที่มองกันว่าต่ำต้อยและเหมือนของเล่น เวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ถังดับเพลิงแบบยกหิ้วกลับกลายเป็นกระแสหลักของวงการดับเพลิงทั่วโลก มีทั้งชนิดใช้น้ำ โฟม ผงเคมีและก๊าซ ในยุโรปมีถังดับเพลิงชนิดนี้ใช้มากกันที่สุด แต่เมื่อแยกประเภทออกมาพบว่า ผงเคมีแห้งมีอัตราการใช้งานลดลง ทั้งทวีปยุโรปมีการใช้ถังดับเพลิงยกแห้งชนิดผงเคมีแห้ง 59 % เฉพาะในอังกฤษมี 38% แสดงให้เห็นชัดเจน แม้ผู้คนจะยังนิยมใช้ถังดับเพลิงแบบยกหิ้วกันอยู่อย่างเหนียวแน่น ทว่า ไม่ได้เน้นไปที่ผงเคมีแห้งอย่างเดียวดังที่หลายคนเข้าใจ ปัจจุบันเริ่มให้ความสนใจทางเลือกอื่นที่นอกเหนือไปจากสารดับเพลิงพื้นฐานที่เคยยึดตลาดส่วนใหญ่ไว้มาหลายสิบปีทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงมีค่อนข้างสูง ทั้งยังแตกต่างกันไปในหลายประเทศ ถังดับเพลิงยกหิ้วชนิดน้ำมีใช้ในอังกฤษ 21% แต่ประเทศอื่นๆในภูมิภาคมีใช้เพียง 9% ชนิดโฟมในอังกฤษมีใช้10% ที่เหลือของทวีปนี้มีใช้ถึง 22.6%กลับมาที่ถังดับเพลิงยกแห้งชนิดผงเคมีแห้งแบบเอนกประสงค์ที่ดับได้ทั้งไฟ A-B-C แม้จะยังใช้กันมากที่สุด แต่ตัวเลขก็บ่งชี้ว่ากำลังได้รับความนิยมลดลงโดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมจำเพาะที่ระบุได้ว่าอัคคีภัยเกิดจากอะไรก็จะเลือกใช้ถังดับเพลิงที่มีความสามารถในการดับไฟตรงกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นมา แต่สำหรับสถานประกอบการหรือบ้านเรือนทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษาลึกลงไปถึงรายละเอียดชนิดหรือรูปแบบของอัคคีภัยที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นก็จะเลือกถังดับเพลิงชนิดนี้ไว้ก่อน เหมือนคนซื้อรถยนต์จอดไว้ในบ้านโดยที่ยังไม่มีใบขับขี่หรือยังขับรถไม่เป็น!

พูดง่ายๆว่า ถ้าไม่ใช่สถานประกอบการที่ต้องระบุว่าต้องใช้ถังดับเพลิงชนิดใดเป็นการเฉพาะแล้ว ส่วนใหญ่จะเลือกผงเคมีแห้งไว้ก่อนโดยมีพื้นฐานความคิดที่ว่า ผงเคมีแห้งดับไฟได้ทุกอย่างถือเป็นข้อยุติ เนื่องจากแทบไม่มีใครจะสนใจว่าไฟที่เกิดขึ้นมานั้นเกิดจากเชื้อเพลิงชนิดใด มุมมองในองศานี้ ผงเคมีแห้งจึงเป็นทางเลือกเดียวที่มีอยู่ ซึ่งผู้ใช้จะไม่พิจารณาถึงจุดอ่อนของถังดับเพลิงชนิดนี้เลยแม้แต่น้อยจุดอ่อนของผงเคมีแห้งที่เห็นได้ชัดคือเมื่อฉีดไปแล้วทำให้เกิดการฟุ้งกระจายสร้างปัญหาต่อทัศนวิสัยอีกทั้งมีผลกระทบต่อระบบหายใจของผู้ใช้ด้วย (ในยุโรปบางประเทศมีข้อห้ามไม่ให้ฉีดผงเคมีแห้งหากยังไม่มีการอพยพ หรือผู้ฉีดยังไม่ได้สวมใส่เครื่องช่วยหายใจ) ยิ่งไปกว่านั้นเศษผงของสารเคมีแห้งที่ตกค้างจะอยู่ได้นานถึง 7 วันซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อกระบวนการผลิตได้ไม่มากก็น้อยขึ้นอยู่กับปริมาณที่ตกค้างและโครงสร้างของพื้นที่นั้นๆ นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 ประเด็นกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันเกี่ยวกับข้อเสียของผงเคมีแห้ง

ได้แก่

1. ค่าใช้จ่ายในการบรรจุสารใหม่ (Refill)เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และเมื่อคิดในแง่ธุรกิจแล้ว การบรรจุสารใหม่สำหรับผงเคมีแห้งมีมูลค่าแพงกว่าสารดับเพลิงชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ โฟม หรือก๊าซ

2. วิธีการบรรจุสารใหม่ที่ต้องทำในที่แห้งเท่านั้นเพื่อป้องกันความชื้น จุดนี้ดูเผินๆแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่สถานประกอบการหลายแห่งหรือแม้แต่ผู้ผลิตเอง พบว่า การบรรจุใหม่ที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ได้มาตรฐานโดยเฉพาะในเรื่องของการป้องกันความชื้นนั้น ทำให้ถังดับเพลิงที่บรรจุใหม่มีคุณภาพลดลง

3. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้ข้อบังคับ BS5306 ที่กำหนดให้สารดับเพลิงหรือส่วนประกอบทางเคมีสลายตัวไปในช่วงเวลา 5 ปีหลังจากใช้งานหรือฉีดออกมาแล้ว แต่ผงเคมีแห้งใช้เวลานานกว่านั้นในการลดปริมาณความเข้มข้นของสารประกอบที่ตกค้างในบรรยากาศ ประเด็นนี้นับว่าจะสร้างปัญหาให้กับผู้ผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ

เลือกให้ตรงวัตถุประสงค์

                บางครั้งเราจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้รับผลประโยชน์ที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากสารดับเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่ง โดยเราจะต้องแยกประเภทหรือ Class ของอัคคีภัยออกมา คือ A, Bและ C อย่าเพิ่งไปเหมารวมกันว่าเราต้องการชนิดที่ดับได้ทั้งสามประเภท นั่นคือ ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า แท้จริงแล้ว เราต้องการถังดับเพลิงเพื่อมาใช้ดับไฟประเภทไหน? ขั้นต่อไป พิจารณาเรื่องขนาดและน้ำหนักโดยให้คำนึงถึงคนที่มาถือถังดับเพลิงนั้นออกไปดับไฟ ในโรงงานโลหะคนงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชายแข็งแรงถังดับเพลิงขนาด 9 กิโลกรัม หรือถังบรรจุน้ำ 9 ลิตร ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ หากเป็นโรงงานสิ่งทอมีแต่ผู้หญิง การติดตั้งถังดับเพลิงขนาดเดียวกันจะให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

โฟม...เพื่อนคนเดิมที่ยังวางใจได้



                 กระแสอันตรายของผงเคมีแห้งที่เริ่มกระหน่ำแรงในยุโรปทำให้โฟมกลับขึ้นมายืนในแถวหน้าในบรรดาตัวเลือกที่เป็นมิตรกับผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมโดยเป็นชนิด AFFF ซึ่งทำให้ไฟเย็นลงด้วยการลดอุณหภูมิพร้อมปกคลุมไอสารไวไฟไม่ให้สัมผัสกับออกซิเจนและเปลวไฟป้องกันการลุกติดขึ้นมาใหม่โฟมชนิดนี้จริงๆ แล้วใช้กันมาร่วม 30 ปี โดยอยู่ในชื่อหรือรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันไป ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้ยอดขายจะไม่พุ่งสูงสุดแต่ก็ถือว่า"ขายดี" และมีส่วนแบ่งการตลาดจำนวนมหาศาลผู้เชี่ยวชาญงานดับเพลิงทั่วโลกลงความเห็นว่าโฟมจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมหากความต้องการผงเคมีแห้งหดหายไปจากตลาดโฟมจะใช้งานได้ดีต้องอยู่ในสภาพเปียกแต่เนื่องจากส่วนผสมโฟมที่ฉีดออกมาจะเป็นเม็ดเล็กๆที่แยกขาดออกจากกันซึ่งไม่อยู่ในสภาพการนำไฟฟ้า (ไม่ครบวงจรไฟฟ้า) ดังนั้นจึงสามารถใช้ดับไฟ Class C ได้ด้วย โดยผู้ใช้จะไม่ถูกช๊อตเพราะนอกจากเม็ดโฟมที่ฉีดออกมาจะไม่นำไฟฟ้าแล้ว แรงฉีดที่ค่อนข้างแรงมากนั้นก็จะเป็นตัวป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้าย้อนกลับมาหาตัวคนฉีดในภาคพื้นทวีปยุโรป ถังดับเพลิงชนิดโฟมต้องผ่านการทดสอบการป้องกันการนำไฟฟ้าที่ 35 กิโลโวลต์ตามข้อบังคับ BS EN5 อย่างไรก็ดีผู้ใช้ควรจะได้ตระหนักไว้เสมอว่า อะไรก็ตามที่มีน้ำผสมอยู่ย่อมมีโอกาสจะทำให้เกิดไฟฟ้าช๊อตได้เสมอ การถือถังโฟมดับไฟ Class C สำคัญที่สุดต้องสวม รองเท้าและยืนบนที่แห้งตลอดเวลา

                  จุดอ่อนอีกประการหนึ่งของโฟม AFFF คือสารฟลูออโรเซอร์แฟคแทนท์ซึ่งเป็นส่วนผสมในเนื้อโฟมถูกขึ้นบัญชีเป็นสารฮาโลเจนอินทรีย์ โดยเป็นสารที่ต้องจำกัดการใช้งานทั้งในอังกฤษและในยุโรปส่วนใหญ่ กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ออกมาในปี 1988 ระบุชัดเจนว่าจะต้องป้องกันไม่ให้สารฟลูออโรเซอร์แฟคแทนท์ไหลลงสู่ทางระบายน้ำแหล่งน้ำธรรมชาติ แหล่งกักเก็บน้ำ ฯลฯ ที่ซึ่งสารดังกล่าวจะซึมลงสู่ใต้พื้นดินได้ ยิ่งไปกว่านั้นจะต้องจำกัดส่วนผสมโฟมที่จะใช้ฉีดออกมาตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับนี้ด้วยจากการสำรวจโฟมชนิดต่างๆที่มีขายอยู่ในยุโรปทั้งหมด ปรากฏว่ายังไม่มีโฟมยี่ห้อใดเลยที่ปลอดสารฟลูออโรเซอร์แฟคแทนท์ แต่ยี่ห้อหนึ่งมีสารตัวนี้ผสมอยู่น้อยมากคือ FireAde 2000 ซึ่งออกแนะนำตลาดไปเมื่อปี 2000 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะไม่เป็นที่ยืนยันว่ามีความบริสุทธ์ิ 100% แต่โฟมยี่ห้อใหม่นี้ผ่านการทดสอบจากสถาบันสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกาและได้รับการรับรองว่าเป็นผลิตภัณฑ์โฟมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

จากนี้ต่อไป ประเด็นสำคัญที่จะต้องนำมาใคร่ครวญกันอย่างถี่ถ้วนในการเลือกซื้อถังดับเพลิง นอกจากเรื่องของขีดความสามารถในการทำงานแล้ว ก็ยังมีเรื่องของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งไม่ใช่เรื่องของการขอร้อง แต่เป็นสิ่งที่จะต้องทำตามกฎหมายบังคับ สารดับเพลิง เช่น ผงเคมีแห้งที่นิยมกันมากที่สุดอาจจะต้องไปอยู่ในลำดับท้ายๆ แม้ว่าจะให้ประสิทธิภาพการดับไฟสูงและใช้งานง่าย แต่หากมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมก็จำเป็นจะต้องถูกลดบทบาทไปตามกระแสการอนุรักษ์ที่เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มจะกลายเป็นกระแสหลักเพื่อบังคับให้ถังดับเพลิงที่จะนำมาใช้งานเป็นไปในทิศทางที่ “กลมกลืน”หรือ “ไปกันได้” กับการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม

 

FireAde 2000 ถังดับเพลิงคุณภาพสูง

PDFพิมพ์อีเมล

User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 

ถังดับเพลิง FireAde 2000 ถังดับเพลิงคุณภาพสูง

ไม่ได้เขียนบทความตั้งนานละครับช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาครับ ออกงานนอกสนามบ่อ

ยมากๆวันนี้ผมขอแนะนำถังดับเพลิงดีๆให้ทุกคนได้รู้จักกันนะครับ ถังดับเพลิง นี่ มีชื่อ

เสียงเรียงนามว่า ถังดับเพลิง FireAde 2000 ครับ

ซึ่งเป็นถังดับเพลิงจากทางอเมริกา ครับที่นำไปดับน้ำมันที่คูเวต คุณสมบัติของมันมี

มากมายครับ ผมจะขออธิบายเป็นข้อๆ

ตามความเข้าใจของผมที่ได้สัมผัสกับ ถังดับเพลิง FireAde 2000 นี้นะครับ

1.สามารถดับไฟได้ทุกประเภท


แค่ข้อแรกมานี้ก็ทำให้ทุกท่านอึ้งแล้วนะครับ เพราะในประเทศไทยตอนนี้ ยังไม่มีถังดับเพลิง ชนิดไหน สามารถดับไฟได้ทุกประเภท

หากท่านยังไม่รู้ว่าไฟมีกี่ประเภทและประเภทไหนเป็นอย่างไร เข้าไปอ่านได้ที่ ประเภทของไฟ

ซึ่งไฟประเภท D นั้นเป็นไฟที่เกิดจากแมกนีเซียมติดไฟ เหล็กติดไฟ หรือสารเคมีต่างๆ ซึ่งเมื่อเกิดการลุกไหม้แล้ว มันจะ

ดับยากมาก

และห้ามใช้น้ำดับโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดการกจะจายของไฟทำให้ไฟลุกลามมากขึ้น

2.ลดความร้อนได้มากกว่าน้ำ 20 เท่า

ถังดับเพลิง FireAde 2000 มีคุณสมบัติของการลดความร้อนอย่างดีเยี่ยม ซึ่งจะลดความร้อนได้มากกว่าน้ำ 20 เท่า ถังดับเพลิงที่มีคุณสมบัติ

การลดความร้อนนั้นตอนนี้มีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัยครับ คือถังดับเพลิง Co2 ถังดับเพลิงชนิดน้ำยาเหลวระเหย และก็เจ้าถังดับเพลิง FireAde

2000นี่ละครับ ซึ่งการลดความร้อนนั้นเท่าที่ผมได้ทดลองมานั้นเมื่่อใช้ถังดับเพลิง FireAde 2000 นี่ฉีดดับเพลิงในกระบะ เมื่อิอไฟดับเราสามารถ

นำมือเปล่าๆไปจับได้ทันที่ครับ ซึ่งมันวิเศษมากเลยครับ

3.การเป็นมิตรต่อสิ่งเแวดล้อม

ถังดับเพลิง FireAde 2000 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นถังดับเพลิงที่ตัวน้ำยามีความสะอาดเทียบเท่าน้ำเปล่า ไม่มีสารตกค้างทำให้มั่นใจ

ได้ว่าาเวลาใช้จะเป็นเป็นอันตรายต่อร่างกายและสิ่งเเวดล้อม


สนใจข้อมูลสินค้าหรือสอบถามราคา โทรได้ที่เบอร์ 082-7629757



 

ส่วนประกอบของรถดับเพลิง ตอนที่1

PDFพิมพ์อีเมล

User Rating: / 7
แย่ดีที่สุด 

ส่วนประกอบของรถดับเพลิง

บทความนี้เป็นการเสนอรายละเอียดของรถดับเพลิงเอนกประสงค์ขนาดใหญ่ของการท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ กองทัพเรือ เพื่อให้ผู้อ่านได้เรียนรู้ถึงส่วนประกอบและอุปกรณ์ทั้งหมดที่ติดตั้งบนรถดับเพลิงมาตรฐานที่ใช้ในการระงับเหตุอัคคีภัยที่เกิดจากน้ำมันเชื้อเพลิงและสารเคมี รวมถึง อัคคีภัยในอาคารบ้านเรือนและอัคคีภัยทั่วไป
1. ลักษณะทั่วไป
เป็นรถดับเพลิงเอนกประสงค์ ออกแบบสำหรับใช้ดับเพลิงที่ลุกไหม้จากน้ำมันเชื้อเพลิงสารเคมีและเพลิงไหม้ทั่วไป พร้อมอุปกรณ์ป้องกันภัยสำหรับเจ้าหน้าที่ครบถ้วน
1.1 มีถังน้ำขนาดความจุ 8,000 ลิตรถังโฟมขนาดความจุ 2,000 ลิตร ทำจากวัสดุไม่เป็นสนิม
1.2 มีระบบดับเพลิงด้วยน้ำ ระบบดับเพลิงด้วยน้ำผสมน้ำยาโฟม และระบบดับเพลิงด้วยผงเคมีแห้ง ขนาดความจุ 250 กก.
1.3 ติดตั้งแท่นปืนฉีดน้ำ/โฟม ชุดม้วนสายดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์ดับเพลิง/กู้ภัยประจำตัวรถ ครบถ้วนเพียงพอต่อการใช้งาน
1.4 ติดตั้งระบบไฟสัญญาณฉุกเฉินพร้อมชุดอิเล็กทรอนิกส์ไซเรน และไฟฟ้าส่องสว่างสามารถดับเพลิงทั่วไปได้ทุกชนิด มีอุปกรณ์ดับเพลิงพร้อมใช้งาน
2. ตัวรถ
2.1 แชชซีส์และตัวรถออกแบบสำหรับ
ใช้ประกอบเป็นรถดับเพลิง (Nissan CWM 454M/6, 320 Hp)
2.2 ความยาวช่วงล้อ 4,800 ม.ม.
2.3 เป็นรถชนิด 10 ล้อ ขับเคลื่อน 2เพลา (6x4) และมีล้ออะไหล่พร้อมกระทะล้อ1 ชุด โดยมีอุปกรณ์สำคัญตามมาตรฐานผู้ผลิตครบถ้วน
2.4 ตอนหน้าเป็นเก๋ง มีที่นั่งพนักงานขับรถและพนักงานดับเพลิง ไม่น้อยกว่า 2 ที่นั่ง มีประตูเปิด-ปิด พร้อมกุญแจล็อคทั้งด้านซ้ายและด้านขวา พร้อมติดตั้งเครื่องปรับอากาศและ
มีอุปกรณ์ครบถ้วนตามมาตรฐานผู้ผลิต
2.5 มีที่เหยียบ (Step) หรือบันไดสำหรับขึ้นปฏิบัติงานบนตัวรถ เป็นแบบพับเก็บได้ ส่วนบนสุดของที่เหยียบหรือขั้นบันไดมีราวจับสำหรับจับยึดขณะขึ้นลงได้อย่างมั่นคงแข็งแรง
2.6 มีส่วนที่เป็นพื้นรถสำหรับยืนปฏิบัติงาน และมีขอบกันตกโดยรอบทุกด้าน
2.7 มีตู้เก็บอุปกรณ์พร้อมประตูปิด-เปิดแบบบานเลื่อนทำด้วยอะลูมิเนียมกันน้ำและฝุ่นได้พร้อมกุญแจติดตั้งด้านข้างรถทั้งสองด้านรวมที่ท้ายรถ 5 ตู้ กุญแจล็อคประตูทุกบานใช้กุญแจดอกเดียวกัน ผนังและพื้นของตู้เก็บอุปกรณ์ กรุด้วยอะลูมิเนียมชนิดแผ่นเรียบหรือมีลายกันลื่นพื้นด้านบนของตู้กรุด้วยอะลูมิเนียมแผ่นชนิดมีลายกันลื่น ภายในตู้มีชั้นหรือลิ้นชักสำหรับติดตั้งอุปกรณ์พร้อมที่ยึดอุปกรณ์อย่างมั่นคงแข็งแรง โครงสร้างทั้งหมดของตู้เก็บอุปกรณ์ทำด้วยอะลูมิเนียมอัลลอยด์ฉีดขึ้นรูป (Extrusion) ซึ่งเป็นอะลูมิเนียมเกรดไม่ต่ำกว่า 6061T6 หรือเทียบเท่า โครงสร้างของตู้เก็บอุปกรณ์ สามารถประกอบ ติดตั้งและถอดเปลี่ยนเป็นชิ้นได้
2.8 น้ำหนักรถยนต์รวมน้ำหนักบรรทุกได้สูงสุด 26,000 กก.
2.9 ตัวรถพ่นสีแดง ตัวอักษรพ่นทับข้างประตูเก๋งทั้ง 2 ด้าน แต่ละอักษร กว้าง 3/8 นิ้วสูง 3 ½ นิ้ว และตัวอักษรพ่นทับข้างถังทั้ง 2 ด้านแต่ละอักษร กว้าง 3/8 นิ้ว สูง 3 ½ นิ้ว หรือตามที่ราชการกำหนด

3. เครื่องยนต์
3.1 เครื่องยนต์และตัวรถต้องเป็นอักษรเดียวกัน (Nissan motor 9F6TA-21)
3.2 เครื่องยนต์ Nissan ดีเซล 4 จังหวะ6 สูบแถว เรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ เป็นเครื่องยนต์ดีเซลได้มาตรฐาน มอก.1295-2541
3.3 กำลังสูงสุด 320 แรงม้า ที่ 2,100รอบ/นาที
3.4 เครื่องยนต์ผ่านมาตรฐานท่อไอเสียมอก.1295-2541
3.5 ระบบจ่ายน้ำมันเป็นแบบไดเรคอินเจคชั่น
3.6 มีระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์ด้วยน้ำ (เทอร์โบ อินเตอร์คูล) มาตรฐานยูโร 2นอกเหนือจากระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์ปกติ ในกรณีใช้เครื่องสูบน้ำดับเพลิง
4. ระบบส่งกำลัง
4.1 เกียร์เป็นแบบกระปุก เดินหน้า 6Speed เกียร์ถอยหลัง 1 Speed ตั้งแต่เกียร์ 2-6เป็นชนิด Synchromesh
4.2 คลัตช์เป็นแบบแห้งแผ่นเดียว ควบคุมด้วยระบบไฮโดรลิก
4.3 มีระบบถ่ายทอดกำลัง (Full Power PTO)สำหรับขับเครื่องสูบน้ำดับเพลิงพร้อมระบบระบายความร้อนขณะทำงาน และมีชุดเพลาส่งกำลังขับเคลื่อนเครื่องสูบน้ำ ท่อเพลาเป็นท่อแบบไม่มีตะเข็บ (Seamless) มีชุดเพลาอย่างน้อย 2 ชุดเป็นแบบสามารถชักเลื่อนได้
5. ระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์
5.1 ระบบไฟฟ้า 24 โวลต์
5.2 อัลเทอร์เนเตอร์ชนิด 24 โวลต์ 40แอมแปร์
5.3 มอเตอร์สตาร์ทชนิด 24 โวลต์
5.4 แบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ ขนาดความจุ 100 แอมแปร์/ชั่วโมง จำนวน 2 ลูก
5.5 มีสัญญาณไฟถูกต้องครบถ้วนตามกฎจราจร
5.6 มีแสงสว่างภายในเก๋งและตู้เก็บอุปกรณ์ทุกตู้ตามมาตรฐานผู้ผลิต
5.7 มีไฟสว่างที่แผงควบคุมการใช้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงและในตู้ทุกตู้
5.8 มีไฟติดตั้งบนหลังคาความยาว 162 ซม. เป็นโคมไฟแบบโค้งมนลดแรงเสียดทานลมฝาครอบสีแดงทำด้วยวัสดุทนความร้อน (โพลี-คาร์บอเนต) มีฐานรองรับเพื่อยึดกับขอบหลังคาเก๋ง ภายในประกอบด้วยโคมไฟหมุนจำนวน 3ชุด ชุดที่อยู่ตรงกลางมีแผ่นสะท้อนแสง มีไฟส่องสว่างด้านหลัง 2 ชุด มีไฟกระพริบด้านหน้า 2 ชุดพร้อมมีสัญญาณไฟเลี้ยวและไฟแบบกระพริบ(Strobe Light) จำนวน 4 ชุด โดยจัดวางตำแหน่งติดตั้งอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานผู้ผลิต

5.9 มีอิเล็กทรอนิกส์ไซเรนพร้อมที่พูดขยายเสียงขนาด 100 วัตต์ ทำเสียงสัญญาณได้ไม่น้อยกว่า 4 แบบ (Horn, Wail, Yelp, Phaser)พร้อมมีระบบกดเสียงสัญญาณแบบ Manualปรับความดังเมื่อใช้ไมโครโฟน ขณะพูดจะตัดเสียงสัญญาณอื่นที่กำลังใช้อยู่และเสียงรบกวนได้ ทั้งนี้ สามารถควบคุมการทำงานของชุดไฟสัญญาณและการทำเสียงต่างๆ ได้ที่ชุดไมโคร-โฟน พร้อมมีที่สำหรับติดตั้งไมโครโฟนบนเสาโลหะแบบปรับทิศทางได้อยู่ภายในห้องเก๋งและมีลำโพงขยายเสียงติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม
5.10 มีสปอตไลท์ขนาด 65 วัตต์ และให้กำลังแสงสว่าง 400,000 แรงเทียน ติดตั้งอยู่ด้านหน้าซ้ายและขวาของเก๋ง ปรับส่องสว่างได้จากภายในเก๋งโดยปรับหมุนในแนวตั้งได้รอบตัวและหมุนส่ายได้ 360 องศา ปรับมุมส่องสว่างในแนวตั้ง (ก้ม-เงย) ได้รวมกันไม่น้อยกว่า 120องศา ชุดไฟชุบโครเมียมกันสนิมหรือพลาสติกPVC จำนวน 2 ชุด
5.11 ด้านท้ายของตัวถังรถดับเพลิงติดตั้งสัญญาณไฟกระพริบ รูปแบบกระพริบเป็นแบบDouble Flash โคมไฟสีแดง จำนวน 2 ชุด และมีไฟส่องสว่าง ขนาดไม่น้อยกว่า 50 วัตต์ ติดอยู่ด้านท้ายรถในตำแหน่งที่เหมาะสม สามารถก้ม-เงยได้ จำนวน 2 ดวง

5.12 ไฟส่องสว่างชนิดหลอดไฟ ทรงยาวติดตั้งภายในกล่องโคมไฟ ทำด้วยอะลูมิเนียมอัลลอยฉีดขึ้นรูป พร้อมฝาปิดด้านหน้าโคมไฟแบบสามารถกันน้ำได้ ติดตั้งอยู่ด้านบนของตู้
เก็บอุปกรณ์/ตู้ห้องเครื่องสูบน้ำ ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา
5.13 มาตรวัดและอุปกรณ์อื่นๆ ตามมาตรฐานผู้ผลิต



   

มาตรฐานชุดดับเพลิงอาคาร

PDFพิมพ์อีเมล

มาตรฐานชุดดับเพลิงอาคาร

NFPA 1971 เเก้ไขเพิ่มเติม 2007

มาตรฐาน NFPA 1971 แก้ไขเพิ่มเติมปี2007 มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า NFPA 1971,Standard on Protective Ensembles for StructuralFire Fighting and ProximityFire Fighting โดยได้รวมเอามาตรฐานชุดดับเพลิงระยะประชิด (Proximity)มารวมเข้าไว้ด้วยกันพร้อมกับยกเลิกมาตรฐาน NFPA1976, Standard for ProximityGear ดังนั้นมาตรฐาน NFPA1971-2007 ที่ใช้ในปัจจุบันนี้ จึงเป็นมาตรฐานสำหรับทั้งชุดดับเพลิงอาคารและชุดดับเพลิงระยะประชิด(อะลูมิไนซ์) ทั้งนี้ มาตรฐานชุดดับเพลิงระยะประชิดที่นำมาจาก NFPA 1976 แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพียงแต่นำมารวมไว้ใน NFPA1971-2007 เท่านั้นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจาก NFPA 1971ฉบับเดิมจะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับชุดดับเพลิงอาคาร (Structural) โดยรวมแล้ว มีอยู่ด้วยกัน

6 จุด ดังต่อไปนี้

1. เสริมเครื่องมือช่วยกู้ภัย/ช่วยชีวิต (Drag Rescue Device)

มาตรฐาน NFPA 1971-2007 กำหนดให้ชุดดับเพลิงอาคาร ต้องมีส่วนเสริมใช้สนับสนุนการกู้ภัย/ช่วยชีวิต ได้แก่ แถบผ้าทำเป็นห่วงหรือหูหิ้วเย็บติดด้านหลังของเสื้อบริเวณใกล้ๆกับคอเสื้อ เรียกว่า Drag Rescue Device(DRD)สำหรับใช้ดึงตัวนักดับเพลิงที่บาดเจ็บออกมาจากพื้นที่อันตราย ผ้าหรือวัสดุอื่นใดที่จะใช้ทำ DRDจะต้องผ่านการทดสอบความต้านทานความร้อนและเปลวไฟ การทดสอบความแข็งแกร่งของเนื้อผ้าและตะเข็บ รวมไปถึงการทดสอบใช้งานในสถานการณ์ที่แตกต่างกันไปDrag Rescue Device เป็นภาคบังคับสำหรับชุดดับเพลิงอาคารทุกชุดที่ต้องการได้การรับรองตามมาตรฐานฉบับนี้ หมายถึง การอำนวยความสะดวกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยชีวิตนักดับเพลิงที่บาดเจ็บหรือหมดสติ

2. การต้านทานอันตรายจาก CBRN

สืบเนื่องมาจากการขยายตัวของลัทธิก่อการร้ายสากลระบาดไปทั่วโลกซึ่งมีการใช้อาวุธสังหารมวลชน (Mass Destructive Weapon)ผลิตจากสารเคมี สารชีวภาพ สารแพร่รังสีและนิวเคลียร์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวม

กัน เรียกชื่อว่า CBRN (Chemical, Biological,Radiological and Nuclear) โดยมีความเป็นไปได้ว่าเหตุอัคคีภัยที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ๆ จะมีอันตรายจากอาวุธร้ายแรงดังกล่าว ดังนั้นชุดดับเพลิงสมัยใหม่จึงต้องมีคุณสมบัติต้านทานการคุกคามด้วยอาวุธ CBRN ด้วยมาตรฐาน NFPA 1971-2007 ไม่ได้บังคับให้ชุดดับเพลิงอาคารจะต้องมีความต้านทานอันตรายจาก CBRN แต่กำหนดไว้เป็นทางเลือกกล่าวคือจะมีค่าความต้องการในการต้านทานCBRN ระบุไว้ในมาตรฐานฉบับนี้ สำหรับให้ผู้ผลิตนำไปใช้ซึ่งปัจจุบันมีอย่างน้อยสองรายทำการพัฒนาชุดดับเพลิงที่มีศักภาพในการป้องกันอันตรายจากการคุกคามของผู้ก่อการร้าย ได้แก่Total Fire Group ในชื่อโครงการ Project HEROES

และ Globe Manufacturing Company ผลิตชุดดับเพลิงที่เรียกว่า CB Readyลักษณะเด่นในการป้องกัน CBRN ตาม

มาตรฐาน NFPA1971 ฉบับใหม่ ได้แก่ การเสริมส่วนป้องกันเพิ่มเติมจากชุดดับเพลิงธรรมดาทั่วไป นั่นคือ มีส่วนปกปิดทำด้วยวัสดุป้องกันการรั่วซึมหรือทะลุผ่านของสารเคมี สารชีวภาพและสารกัมมันตภาพรังสีบริเวณที่เป็นส่วนต่อหรือปิดทับกันระหว่างเสื้อกับฮู้ด ถุงมือ และระหว่างกางกางกับรองเท้าบู้ท

3. ความสูงขั้นต่ำของคอเสื้อ (MinimumCollar Height)

มาตรฐาน NFPA 1971-2007 กำหนดให้ลดความสูงขั้นต่ำของคอเสื้อจาก 4 นิ้วเหลือ 3 นิ้ว หมายความว่า ความสูงคอเสื้อดับเพลิงจะต้องเริ่มต้นที่ 3 นิ้ว ไม่ใช่ 4 นิ้วเหมือนที่เคยเป็นมา ข้อบังคับนี้ไม่เกี่ยวกับการลดระดับการป้องกันแต่เป็นผลต่อเนื่องจากข้อบังคับที่ให้นักดับเพลิงต้องสวมฮู้ดและหมวกดับเพลิงหากใช้คอเสื้อสูง 4 นิ้ว คนคอสั้นจะมี

ปัญหามากในการสวมหมวก เพราะคอเสื้อสูงเกินไปจนไม่สามารถสวมหมวกอย่างกระชับซึ่งข้อบังคับนี้สามารถแก้ปัญหาได้ ส่วนคนคอยาวก็ยังจะได้รับปกป้องบริเวณต้นคออย่างสมบูรณ์เช่นเดิมทั้งจากฮู้ดและผ้าคลุมด้านหลังหมวก

4. ค่าความสูญเสียความร้อนโดยรวม (Total Heat Loss)

ค่าความสูญเสียความร้อนโดยรวม (THL)จะเป็นตัววัดค่าความร้อนและความชื้นที่ผ่านชั้นชุดดับเพลิงเข้ามาข้างใน หากมีค่าสูง แสดงว่าใยผ้าสามารถสกัดความร้อนและความชื้นจากภายนอกที่จะเข้ามาข้างในได้มาก แต่ถ้ามีมากเกินไปจะระบายเหงื่อได้น้อย ดังนั้นค่า THL ต้องคำนวณให้อยู่ในระดับพอเหมาะ ผู้สวมใส่จึงจะปลอดภัยจากภาวะร้อนจัด (Heat Stress)มาตรฐาน NFPA 1971 ฉบับเดิมกำหนดค่า THL ไว้ที่ 130 วัตต์/ตารางเมตร (w/m2)

ฉบับแก้ไขปี 2000 กำหนดสูงถึง 250 w/m2สำหรับฉบับปี 2007 อยู่ที่ 205 w/m2

5. ค่าความต้านทานความร้อน (HeatResistance)

ในที่นี้หมายถึง ค่าความต้านทานการนำความร้อนในสภาพความดัน (CCHR : ConductiveCompressive Heat Resistance) ซึ่งจะมีการทดสอบอย่างเข้มข้นตรงบริเวณไหล่และหัวเข่าเพื่อให้มั่นใจว่า ขณะสัมผัสกับแหล่งความร้อน

โดยตรงภายใต้แรงกด ใยผ้าบริเวณดังกล่าวนั้นสามารถให้การปกป้องได้ดีเทียบเท่ากับส่วนอื่นๆ ของชุด ทั้งนี้ เป็นการพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงในทำงานที่นักดับเพลิงต้องแบกถังอากาศระบบช่วยหายใจและมีการนั่งคุกเข่า

กับพื้นอาคารที่เกิดเพลิงไหม้การทดสอบเพื่อกำหนดค่า CCHR จะใช้แผ่นเหล็กร้อนที่อุณหภูมิสูง 280 ํ C (536 ํ F)ภายใต้ความดัน 0.5 ปอนด์/ตารางนิ้ว (psi)ทดสอบกับชิ้นผ้าที่มีค่า TPP อย่างน้อย 35 วัดค่าโดยการจับเวลาตั้งแต่เริ่มทดสอบจนกระทั่งใยผ้ามีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นจนถึง 24 ํ C (75.2 ํ F)ใยผ้าบริเวณไหล่จะทดสอบที่ความดัน 2 psiตามสมมติฐาน นักดับเพลิงแบกถังอากาศบรรจุเต็มพร้อมสายสะพายด้านข้างขนาด 2 นิ้ว มีน้ำหนักรวม 40 ปอนด์ ส่วนใยผ้าบริเวณหัวเข่าจะทดสอบที่ความดัน 8 psi ตามสมมติฐานนักดับเพลิงหนัก 180 ปอนด์ นั่งคุกเข่าหรือคลานบนพื้นที่ร้อนระอุ และเช่นเดียวกับการทดสอบหาค่าความสูญเสียความร้อนโดยรวม (THL)การทดสอบค่าความต้านทานการนำความร้อนในสภาพความดัน (CCHR) จะทำทั้งในสภาพเปียกและแห้งมาตรฐาน NFPA 1971-2007 บังคับให้ส่วนที่สัมผัสความร้อนด้วยการกดทับจะต้องมีค่า CCHR 20 วินาที เพิ่มจากฉบับเดิมที่กำหนด

ไว้เพียง 13.5 วินาที

6. ค่าความทนทาน/อายุการใช้งาน (Durability/Wear Life)

มาตรฐานฉบับใหม่บังคับให้ชั้นทั้งหมดของชุดดับเพลิง จะต้องผ่านการทดสอบความต้านทานการเสื่อมสภาพจากแสงอาทิตย์ร่วมกับความต้านทานการเสื่อมสภาพจากน้ำภายใต้ความดัน 2 psi (13.8 kPa) เป็นการทดสอบแบบอัดน้ำ (Hydrostatic Test) ตามด้วยการสัมผัสรังสี UV เข้มข้นอย่างไรก็ตาม การทดสอบในลักษณะนี้ยังมีข้อถกเถียงมากมายในหมู่คณะกรรมการสมาคมและตัวแทนผู้ผลิต เนื่องจากมีแต่ชั้นกั้นน้ำ (Moisture Barrier) เท่านั้นได้การรับรอง แต่ไม่มีชั้นนอกสุด (Outer Shell) ยี่ห้อใดเลยผ่านการทดสอบซึ่งต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกันต่อไป

 

 

ชุดดับเพลิงอาคาร ตอนที่4

PDFพิมพ์อีเมล

ชั้นตัวกั้นน้ำ (Moisture Barrier)

เป็นชั้นช่วยรักษาคุณสมบัติการต้านทานความร้อนให้คงอยู่กับชุดดับเพลิงโดยป้องกันไม่ให้น้ำจากภายนอกซึมเข้ามายังส่วนที่เป็นช่องอากาศด้านใน ดังที่อธิบายไปตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า น้ำเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดการเผาไหม้

ภายในตัวเสื้อผ้า ดังนั้น จำเป็นจะต้องให้แห้งอยู่เสมอเพื่อความปลอดภัยและทำให้ชุดมีน้ำหนักเบา โดยทั่วไป ชั้นตัวกั้นน้ำจะทำหน้าที่เก็บน้ำซึ่งซึมผ่านมาจากชั้นนอกสุดของชุดเสื้อผ้าไว้ไม่ให้ผ่านเข้าไปยังชั้นถัดไป ทั้งนี้ จะต้องมีคุณสมบัติอื่นๆ ด้วย เช่น มีความทนทาน กันความร้อน คงคุณภาพได้ในระยะยาว รวมไปถึง การระบายอากาศที่ดี เนื่องจากจะทำให้แห้งเร็วขึ้นส่งผลต่อเนื่องถึงการลดปริมาณน้ำและความร้อนสะสมในร่างกายของผู้สวมใส่ตามหลักการแล้ว ชั้นตัวกั้นน้ำ นอกจากจะป้องกันไม่ให้น้ำซึมเข้าไปในชั้นตัวกั้นความร้อน (Thermal Barrier) แล้ว ยังจะต้องสามารถระบายไอน้ำจากการระเหยของเหงื่อในตัวผู้สวมใส่ออกมาด้านนอกได้ด้วย สำหรับคุณสมบัติทน

ความร้อนสูงที่ต้องมีอยู่ในชั้นตัวกั้นน้ำนั้นเนื่องจากต้องทำหน้าที่ป้องกันชั้นที่อยู่ถัดไปไม่ให้ถูกเผาไหม้ โดยเฉพาะในกรณีที่จะต้องเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Flash-over

 

ชั้นตัวกั้นความร้อน (Thermal Barrier)และช่องอากาศ (Air Layers)

ค่าป้องกันของวัสดุสังเคราะห์จะวัดกันที่ปริมาณอากาศ (ช่องอากาศ) ที่อยู่ระหว่างตัวนักดับเพลิงกับแหล่งความร้อน มากเท่าไหร่ก็ป้องกันความร้อนได้ดียิ่งขึ้นเท่านั้น “อากาศ” จะมีคุณสมบัติเป็นฉนวนความร้อนในตัวเองซึ่งมีอยู่

แล้วในชุดเสื้อผ้า ไม่มีน้ำหนัก และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย วิธีจะทำให้ชุดมีความสามารถในการต้านทานความร้อนได้ดีที่สุดก็คือ ทำชั้นตัวกั้นความร้อนให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มช่องอากาศดังกล่าวอย่างไรก็ตาม ชั้นตัวกั้นความร้อนหรือฉนวนที่มีประสิทธิภาพในชุดดับเพลิงมักจะมีช่องอากาศระหว่างชั้นที่บางมาก ที่สำคัญคือความกว้างของแต่ละช่องอากาศดังกล่าวมักจะไม่เกิน 1.8 ซ.ม.ความบางขนาดนี้หากวัสดุระหว่างชั้นสัมผัสกันก็จะปิดช่องอากาศทำให้เกิดการนำความร้อนขึ้นมาทันที ยิ่งไปกว่านั้น หากมีน้ำเข้ามาแทนที่อากาศที่ช่องอากาศนั้น จะทำให้คุณสมบัติการ

เป็นฉนวนลดลง เนื่องจากน้ำเป็นตัวนำความร้อนดีกว่าอากาศ

 

 

 

ชั้นนตัวกั้นความร้อนในชุดดับเพลิงจะทำเป็นระบบ มีหลายชั้นเพื่อเพิ่มจำนวนช่องอากาศที่ทำหน้าที่เป็นฉนวนความร้อนหรือเพื่อป้องกันไม่ให้การรั่วซึมของน้ำเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย (น้ำเข้าไปแทนที่อากาศในช่องอากาศ) ปัจจัยที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมในการเลือกชั้นตัวกั้นความร้อนนอกจากเรื่องช่องอากาศหรือความเป็นฉนวนแล้วคือ ความสบายในการสวมใส่และให้ความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว

ชั้นในสุด (Inner Liner)

ถัดจากชั้นตัวกั้นความร้อนจะเป็นชั้นในสุดซึ่งติดกับตัวผู้สวมใส่ ลักษณะเป็นผ้าปิดคลุม(Face Cloth) มีความอ่อนนุ่มและลื่นเพื่อทำให้เกิดความสบาย สามารถเคลื่อนไหวคล่องแคล่วรวมทั้ง สามารถซับเหงื่อที่ไหลออกมามากได้ด้วย

ถ้าปราศจากส่วนนี้จะทำนักดับเพลิงรู้สึกอึดอัด เคลื่อนไหวไม่สะดวก มีเหงื่อมากจนเกิดภาวะร้อนจัดภายในร่างกาย (Heat Stress)นอกเหนือจากประเด็นการเลือกชุดดับเพลิง โดยพิจารณาวัสดุที่ใช้ทำชั้นต่างๆ แล้ว สิ่งที่มีความจำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ การตรวจสอบเป็นระยะและการซ่อมบำรุง เนื่องจากชุดดับเพลิงจะต้องสัมผัสกับสารเคมีและอนุภาคชีวภาพมากมายหลายชนิดระหว่างการปฏิบัติงาน มีตั้งแต่สารไฮโดรคาร์บอน สารอะโรเมติกส์แคดเมียม โครเมียม กรด ด่าง เถ้า ของเหลวในร่างกาย ฯลฯ ล้วนเป็นอันตรายทั้งต่อตัวชุดและตัวผู้สวมใส่ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม ดังนั้นควรทำความสะอาดชุดดับเพลิงทันทีที่สามารถทำได้ เช่น ฉีดน้ำล้างชุดก่อนจะกลับสถานี

ทั้งนี้ ห้ามซักล้างชุดดับเพลิงที่บ้านหรือร้านซักผ้าสาธารณะเนื่องจากบุคคลในครอบครัวและบุคคลอื่นอาจจะได้รับอันตรายจากสารปนเปื้อนที่ติดมากับชุดเหล่านั้น ในบางกรณี อาจต้องมีการย้อมหลังการซักล้างเพื่อให้ผิวชั้นนอก

ชุดดับเพลิงคงคุณสมบัติการกันน้ำไว้เช่นเดิมถัดจากเรื่องซ่อมบำรุงก็จะเป็นเรื่องของการตรวจสอบชั้นตัวกั้นน้ำและชั้นตัวกั้นความร้อนซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ชั้นตัวกั้นความร้อนมีความสำคัญเพราะจะทำหน้าที่เป็นฉนวนกั้นความร้อน ส่วนชั้นตัวกั้นน้ำจะทำให้ฉนวนแห้ง โดยจะต้องมั่นใจว่าทั้งสองส่วนนี้สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีที่สุด

 

ชั้นตัวกั้นทั้งสองดังกล่าวนี้เป็นส่วนสร้างความปลอดภัยให้กับนักดับเพลิง ดังนั้น จะต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าประสิทธิภาพในการปกป้องยังมีอยู่ครบถ้วน ก่อนการปฏิบัติงานทั้งการฝึกและการดับไฟจริง ทั้งนี้ ขณะปฏิบัติงานหากรู้สึกอบอ้าวหรือมีเหงื่อออกมากผิดปกติ ให้ตรวจสอบความบกพร่องหรือชำรุดของชั้นตัวกั้นทั้งสองตามคำแนะนำของผู้ผลิตหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบชุดป้องกันความร้อนกรณีชุดดับเพลิงและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่ใช้อยู่ไม่มีคุณสมบัติต้านทานรังสี UVหรือมีน้อย จะต้องไม่เก็บชุดดับเพลิงชุดประจำสถานี สายรัดเครื่องช่วยหายใจ ฯลฯ ในลักษณะสัมผัสกับแสงแดดทั้งโดยตรงและโดยอ้อม (เช่นแสงแดดส่องผ่านหน้าต่าง) ให้เก็บในตู้เก็บหรือล็อคเกอร์ในกระเป๋านักดับเพลิง หรือคลุมด้วยผ้าหนาทึบสีดำหรือใกล้เคียง ชั้นนอกสุดของชุดดับเพลิงส่วนใหญ่จะเปลี่ยนสีเมื่อสัมผัสรังสี UVในปริมาณมากหรือเป็นเวลานาน

 

สีที่เปลี่ยนแปลงไปสะท้อนให้เห็นว่า มีการจัดเก็บที่ไม่ถูกต้องและอาจส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติการป้องกันความร้อนซึ่งมีอยู่เดิม ที่ต้องระวังเป็นพิเศษก็คือ มีรายงานการวิจัยจากห้องทดลองของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ระบุว่า

ชั้นตัวกั้นน้ำของชุดดับเพลิงไม่มีภูมิต้านทานรังสี UV และแม้ว่าจะอยู่ตรงกลางระหว่างชั้นนอกสุดกับชั้นตัวกั้นความร้อนซึ่งเป็นตำแหน่งที่ได้รับการปกป้องทั้งสองด้าน แต่ก็ไม่มีผลทางบวกเท่าใดนักการเลือก การดูแลรักษา และการซ่อมบำรุงชุดดับเพลิงในอาคาร ให้ทำตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ เช่น มาตรฐาน NFPA 1851 ฉบับปี2000 ซึ่งจะมีหลักการและวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมเพื่อให้นักดับเพลิงมั่นใจได้ว่า ชุดดับเพลิงที่สวมใส่ออกไปปฏิบัติงานเสี่ยงภัยในแต่ละครั้งนั้นมีคุณสมบัติในการปกป้องชีวิตและสุขภาพครบถ้วน และอยู่ในระดับขีดความสามารถขั้นวางใจได้

   

หน้า 3 จาก 14

ถังดับเพลิง

สำนักงานใหญ่ เชียงใหม่ 053 850 209 คูณบุษยา

สาขาย่อย สมุทรปราการ ฝ่ายขายภาคตะวันออก ชลบุรี ระยอง พัทยา จันทบุรี ฉะเชิงเทรา 082 762 9757 คุณบี

ฝ่ายข่ายกรุงเทพและปริมณฑล สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นนทบุรี ปทุมธานี 082 762 9757 คุณบุษ

ฝ่ายขายภาคเหนือ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย กำแพงเพรช แพร่ น่าน 053 850 209 คุณบุษยา

ฝ่ายขายภาคกลาง อยุธยา สระบุรี สุพรรณบุรี 083 548 0881 คุณยุทธ

สามารถจัดส่งสินค้าได้ทั่วประเทศ เช่น สมุย ภูเก็ต อุบลราชธานี อุดรธานี นครราชสีมา นิคมอุตสาหกรรมนวนคร

นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด